
ความคิดในการที่จะควบคุมภาพยนตร์ หมายถึงควบคุมการสร้างและการจัดฉายภาพยนตร์ในสยาม นับว่าได้เคยมีการคิดอ่านและพยายามจะทำกันมานานหลายปีก่อนหน้าที่จะมีการตราพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ.2473 ในรัชกาลที่ 7 กล่าวคือได้มีความคิดจะทำกันมาตั้งแต่รัชกาลก่อน ถึงขั้นร่างตัวบทพระราชบัญญัติแล้ว แต่ก็ดำเนินการค้างอยู่เมื่อสิ้นรัชกาล ทางบ้านเมืองหรือผู้ปกครองคงจะเริ่มมองเห็นอิทธิพลของภาพยนตร์ที่มีต่อราษฎรและต่อบ้านเมือง ดูเหมือนว่าประเด็นสำคัญในการคิดที่จะควบคุมภาพยนตร์ในระยะแรก ๆ นั้นอยู่ที่เรื่องของภาพยนตร์ เป็นตัวอย่างแก่ผู้ร้ายหรือเป็นโรงเรียนสอนโจร และพวกหนังสือพิมพ์ก็มีความเห็นโน้มไปในทางไม่สู้เห็นด้วย ที่จะมีเซ็นเซอร์ แต่ระยะต่อ ๆ มา จึงมีความเห็นต่างกันเป็นสองพวก คือพวกหนึ่งเห็นด้วยว่าสยามควรมีเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ และดูเหมือนฝ่ายนี้จะมีเสียงดังมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเสียงจากหนังสือพิมพ์เองและจากผู้อ่านเขียน ส่งมา และดูเหมือนว่าหนังสือพิมพ์รายวัน "สยามราษฎร์" ของคณะพี่น้องสกุลวสุวัต จะแสดงตัวเป็นหัวหอก ของฝ่ายนี้ ส่วนอีกพวกหนึ่งเป็นพวกที่ไม่เห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเสียงของฝ่ายผู้ประกอบกิจการค้าภาพยนตร์โดยเฉพาะ ตัวอย่างบทความสนับสนุนให้มีเซ็นเซอร์ภาพยนตร์
ในการประชุมเทศาภิบาล ปี พ.ศ.2465 นั้นเอง สมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมขุนลพบุรีราเมศร์ อุปราชปักษใต้ ทรงแสดงพระราชดำริในที่ประชุมนั้นว่า บรรดาภาพยนตร์ทั้งหลายที่จะฉายในสยาม ควรจะมีการควบคุมตรวจตราเสียก่อนที่จะให้นำออกฉาย โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจตรา หากกรรมการเห็นว่าตอนใดไม่ควรให้ฉาย ก็ให้นำความเห็นเสนอสั่งการห้ามฉายตอนนั้นหรือชุดนั้น เพื่อป้องกันลัทธิชั่วร้ายซึ่ง จะเป็นตัวอย่างเสียแต่ในเบื้องต้น ที่ประชุมเห็นชอบในพระราชดำริ แต่หากจะให้ได้ผลจะต้องมีกฎหมายคุ้มครอง กระทรวงมหาดไทยจึงได้ร่างพระราชบัญญัติขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติการมหรสพแพนก ภาพยนตร์ ระหว่างนั้นไม่มีข่าวคราวใด ๆ เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติมหรสพแพนกภาพยนตร์ของ มหาดไทยเลย ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเพิ่งได้รับการนำออกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2467 ซึ่งเป็นเวลาราวสองปีหลังจากพระราชดำริของกรมขุนลพบุรีราเมศร์ และเมื่อเผยแพร่แล้ว ก็มีเสียงคัดค้าน จากหนังสือพิมพ์ในบางมาตรา และการต่อไปยังมิทันสำเร็จก็สิ้นรัชกาลที่ 6 ในปีต่อมา ร่างพระราชบัญญัติเพื่อเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในสยามก็เงียบหายไปอีก
เมื่อขึ้นรัชกาลที่ 7 เสียงเรียกร้องให้มีการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ซึ่งปรากฏอยู่เนือง ๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ยังคงมีอยู่ต่อไป หนังสือพิมพ์รายวัน ศรีกรุง ฉบับวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2470 ตีพิมพ์บทความ โดย "ไตรรงค์" เรื่อง "ภาพยนตร์เปนภัยแก่เด็กเพียงใด รัฐบาลควรตราพระราชบัญญัติจำกัดอายุเด็กดูภาพยนตร์"
เรื่องของภาพยนตร์เป็นภัยต่อเด็ก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนนี้ นับเป็นหัวข้อที่มีผู้วิตกวิจารณ์กันมาก มีหลักฐานที่อาจแสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงห่วงใยเช่นกัน ดังปรากฎในพระราช ดำรัสเรื่อง "ว่าด้วยวิธีใช้ความสังเกต" อันเป็นพระบรมราโชวาท ซึ่งพระราชทานแก่บรรดาเด็กนักเรียน ลูกเสือ เนื่องในการสวนสนามลูกเสือ ในงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2470 มี ความสำคัญตอนหนึ่งเป็นพระบรมราโชวาทให้ลูกเสือรู้จักดูภาพยนตร์อย่างเกิดประโยชน์ ดังนี้
พวกเจ้าทั้งหลายผู้เป็นลูกเสือ ต้องพยายามจะฝึกฝนใช้ความสังเกตให้เป็นประโยชน์ เมื่อเห็นอะไร จงพยายามสังเกตค้นหาเหตุผลว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ๆ แล้วคิดการนั้นให้เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นนี่เป็นความหวังสำคัญในการฝึกฝนลูกเสือข้าจะขอยกตัวอย่างง่าย ๆ สักอย่างหนึ่ง พวกเจ้าทั้งหลายคงชอบดูหนังฉายกันทุกคน การดูหนังนั้น ถ้าดูแต่ว่าใครเป็นพระเอกนางเอก ดูเพื่อความสนุกสนานเท่านั้นก็หาเป็นประโยชน์ไม่ แต่ถ้าเจ้าดูด้วยความสังเกตอาจจะนำประโยชน์มาได้เป็นอันมาก เช่นเจ้าคงจะสังเกตเวลาดูหนังที่มาจากอเมริกา เพราะหนังโดยมากทำมาจากอเมริกา ว่าที่อเมริกานั้มีตึกรามใหญ่โตเจริญรุ่งเรือง เจ้าเคยนึกบ้างหรือไม่ว่า อเมริกานั้นทำไมจึงเจริญได้อย่างยิ่ง เมื่อไม่นานมานี้ไม่กี่ร้อยปี ประเทศอเมริกาเป็นป่าเสียด้วยซ้ำ ทำไมบัดนี้จึงเป็นประเทศรุ่งเรืองยิ่งกว่าประเทศไหน ๆ เจ้าเคยนึกหรือเปล่า คำตอบอันนี้ไม่ต้องไปหาที่อื่น อยู่่ที่การดูหนังนั้นเอง เจ้าคงเคยสังเกตหนังเรื่องพงศาวดารของอเมริกา เชื่อว่าจะเห็นชาวอเมริกันที่พยายามบุกป่าฝ่าดงเพื่อจะไปเปิดป่า อุตส่าห์ข้ามทะเลสาบทะเลทราย เพื่อจะได้เปิดป่าหาที่ทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เหล่านี้เจ้าคงจะเห็นแล้วทั้งนั้น นอกจากนั้นบางทีอุตสาหะบุกหิมะทนหนาวตรากตรำ เพื่อหาแร่ หาทอง เป็นต้น พวกเหล่านั้นแหละที่ทำให้ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่เจริญอย่างยิ่ง ก็พวกที่ออกไปนั้นมีทุนรอนอะไร บางคนมีทรัพย์พอจะแบกไปบนบ่าของตนได้ บางคนมีรถคันหนึ่ง ม้า ๒ ตัว มีลูกเมียครอบครัว แต่เขาสู้ออกไปบุกป่าฝ่าดง พยายามถางรกถางป่าด้วยแขนของตนเองเท่านั้น เขามีแต่ความเพียรพยายาม และกล้าหาญนั้นแหละเป็นทุนสำคัญของเขา นี่เป็นตัวอย่างอันดี ถ้าเราสังเกตเช่นนี้แล้ว จะเห็นว่าความเจริญของประเทศนั้น อยู่ที่ความเพียรของประชาชนอย่างเดียวเท่านั้นเป็นสำคัญ ถ้าประเทศไหนประชาชนมีความพยายามกล้าหาญจริงแล้ว ย่อมเจริญได้อย่างยิ่งทั้งนั้น พวกเจ้าทั้งหลายจงระลึกถึงตัวอย่างอันนี้ให้ดี ประเทศของเรายังมีที่ว่างเปล่าอยู่อีกมาก ถ้าเราใช้ความพยายามความเพียรช่วยกันอย่างพวกอเมริกันที่ในหนังเขาบ้างจะเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่ง เราจะสามารถบำรุงบ้านเมืองของเราให้เท่าเขาได้เหมือนกัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะเป็นเช่นนั้นบ้างไม่ได้ นี่คือประโยชน์ของการดูหนังให้ถูกทาง ถ้าเจ้าไปดูหนังคราวหน้า จงใช้ความสังเกตระลึกถึงข้อนี้ให้จงดี
เวลาผ่านไปหนึ่งปีเศษ จนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2473 กระทรวงยุติธรรมจึงส่งร่างพระราชบัญญัต ิซึ่งกรมร่างกฎหมายพิจารณาร่างขึ้นใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเข้าที่ประชุม เสนาบดีสภาต่อไป ได้เข้าที่ประชุมเมื่อ วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2473 มีการพิจารณากันอย่างกว้าง ขวางอีก ที่สุดที่ประชุมเสนาบดีสภาก็รับร่างนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้ได้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธ เมื่อ 20 กันยายน พ.ศ.2473 เรียกว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ.2473 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2474 เป็นต้นมา และยัง คงบังคับใช้อยู่จนทุกวันนี้
|