
คนรุ่นใหม่มักเข้าใจว่าภาพยนตร์เรื่อง Anna and the King of Siam หรือ The King and I เป็นภาพยนตร์ที่ถูกแบนตลอดกาลในราชอาณาจักรไทย อันเนื่อง มาจากเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหา จาบจ้วง สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่สูง ค่าไม่สามารถลบหลู่ได้ แต่จะมีน้อยคนที่จะรู้ว่า แท้จริงแล้ว ภาพยนตร์ Anna and the King of Siam ฉบับแรกที่ถูกสร้างขึ้นโดย บริษัท ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ฟ็อกซ์
(แสดงนำโดย Rex Harrison และ Irene Dunne) ได้เข้าฉายในศาลา เฉลิมกรุงอย่างเสรีกลางปี 2490 แม้จะมีเสียงคัดค้านความเหมาะสมอยู่บ้างก็ตาม

บทความเรื่อง แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม ควรฉายได้ในเมืองไทยให้คนไทยดู (คัดลอกจากหนังสือประมวลภาพยนตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 17 มีนาคม 2490 หน้า 3) น่าจะช่วยแก้ความกระจ่างตรงนี้ได้
... การสร้างภาพยนตร์ก็ดี สร้างละครก็ดี หากว่าจะอ้างอิงเอาประวัติศาสตร์ หรือประวัติวิจิตรของบุคคลสำคัญคนหนึ่งมาใช้ในภาพยนตร์ หรือบทละครนั้นๆ ก็ไม่เห็นมีภาพยนตร์ หรือบทละครใดๆ ที่สร้างได้ถูกต้องตรงความจริงสักเรื่องเดียว บางเรื่องก็จริงจังมากเกินไป แต่บางเรื่องก็หย่อนเกินไป แล้วแต่ฝีไม้ลายมือและ อารมณ์ของผู้แต่งเรื่องนั้น ภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ทั้งอังกฤษ และอเมริกันได้ผ่าน สายตาเราไปแล้ว โดยภาพยนตร์ เรื่องนั้นแสดงถึงประวัติศาสตร์ และประวัติชีวิต ของกษัตริย์และบุคคลสำคัญๆ นั้น ส่วนมากก็หาได้ตรงกับความจริงไม่ ยิ่งกว่านั้น บางเรื่องยังประณามกษัตริย์ หรือบุคคลเหล่านั้นเสียอีก แต่ทำไมภาพยนตร์ เหล่านั้นจึงไม่ถูกห้ามฉาย ทั้งนี้ และทั้งนั้นก็เพราะว่า ในประเทศเหล่านั้นเขาถือ เสียว่าเปนภาพยนตร์ หรือเปนบทละครที่แต่งถูกผิดบ้างเปนของธรรมดา เพราะ แม้แต่ประวัติศาสตร์ และพงศาวดารของประเทศก็ยังคงจดกันผิดๆ พลาดๆ ได้เสมอหาอะไรกับบทละคร หรือภาพยนตร์ที่เขาแต่งขึ้น
ประการที่สำคัญอันเปนประการสุดท้ายก็คือ ภาพยนตร์ก็ดี ละครก็ดี หรือหนังสือ นวนิยายก็ดี ไม่ใช่เปนประวัติศาสตร์หรือพงศาวดารจริงจังอะไร แต่เปนเพียงเครื่อง บันเทิงเริงรมย์ (Entertainment) เท่านั้น จึงต้องมีที่จะก่อให้เกิดการต่อเติม เสริมแต่งลงไปให้บังเกิดความสนุกสนานออกรสชาติมากเท่าที่ควรทำได้ดีด้วย ...
... เรา ประมวลภาพยนตร์ มีความเห็นต่อท้ายอีกด้วยว่า หากว่าเราจะไม่ให้ฉาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ในเมืองไทยเสียแล้ว เราจะได้ประโยชน์อันใดบ้างจากการห้าม ฉายนี้ เพราะอย่างไรก็ตามทั่วทั้งโลกเขาก็ได้ดูกันหมดแล้ว เราไม่ดูตัวเราเองว่าเปน อย่างไร แต่ให้คนอื่นเขาดูเรานั้นย่อมไม่เปนการสมควรอย่างยิ่ง เราคนไทยไม่ใช่ ป่าเถื่อนอะไร ทำไมกับการที่จะสู้หน้าความจริง ซึ่งเรารู้อยู่ว่าจริง-เท็จเพียงไหน นั้นจะทำให้ไม่ได้เทียวหรือ เราดูว่าฝรั่งเขาเขียนภาพของเขาว่ามีสารรูปเปน อย่างไรแล้ว เราจำไว้เพื่อแก้ไขเสียให้ดีแล้ว ถ้าดีก็ได้ดีมากขึ้นไปอีกนั้น นั่นแหละ เปนการสมควรที่สุด
แต่ไม่ว่าทัศนะที่แสดงออกมาจะฟังดูมีเหตุผลเพียงใด มันก็ ไม่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ พิจารณาภาพยนตร์ ที่อนุมัติให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ เข้ามาฉายในเมืองไทย รู้สึกผ่อน คลายลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม กลับต้องระมัดระวังในการอนุมัติฉายภาพยนตร์ ต่างประเทศที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่มากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อ บริษัท ทเวนตี้ เซ็นจูรี่ฟ็อกซ์ ขออนุญาตนำภาพยนตร์เรื่อง Anna and the King of Siam กลับมาฉายที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในปี พ.ศ.2494 คณะกรรมการพิจารณา ภาพยนตร์จึงไม่ลังเลที่จะถอนคำร้องใบขออนุญาตแทบจะทันที
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Anna and the King ดูจะกลายเป็นของต้องห้ามของสังคม ไทย ถึงแม้ว่า ในปี 2499 จะมีการกราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้า-อยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ มาทอดพระเนตร พร้อมด้วยพระบรม วงศานุวงศ์หลายพระองค์อัน ประกอบด้วย หม่อมเจ้าประเสริฐศรี ชยางกูร, หม่อมเจ้า มูรธาภิเษก โสณกุล, หม่อมเจ้าแววจักร์ จักรพันธ์, หม่อมบัว กิตติยากร หม่อมหลวงทวีวงศ์ ถวัลย์ศักดิ์ และ พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร เพื่อตรวจ พิจารณาภาพยนตร์เรื่อง The King and I ฉบับภาพยนตร์เพลง
(แสดงนำโดย Yul Brynner Deborah Kerr)

จากคำรายงานชี้แจงของกรมตำรวจเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง The King and I ระบุว่า ภายหลัง จากได้ทอดพระเนตรภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว พระบรมราชินี ได้ทรงรับสั่ง ต่อพระพักตร์ในหลวง พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล และเจ้านายบาง พระองค์ว่า ไม่มีอะไรแสลง และในหลวงทรงรับสั่งต่อไป แล้วแต่ผู้ดู
อย่างไรก็ดี กว่าที่คำแถลงการณ์ของกรมตำรวจจะได้รับการ เผยแพร่สู่สาธารณะ (วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2499) ก็ปาเข้าไปในช่วงเวลาที่กระแสการต่อต้านดังพอ จะกลบเสียงสนับสนุนให้ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในเมืองไทยเสียแล้ว ทั้งการ อภิปรายไฮด์ปาร์คที่ท้องสนามหลวงกับบทความที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ กรอบใหญ่ ต่างๆ พร้อมใจกันส่งเสียงคัดค้านการฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในเมืองไทย เสียหมด ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ภายหลังจากกรณี The King and I เริ่มเป็นที่โจษจันได้เพียง 5 วัน (นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม) จอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งขณะนั้นกำลังเผชิญกับมรสุมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความขัดแย้งภายในหมู่คณะ การเตรียมตัวเพื่อการ เลือกตั้งในปี พ.ศ.2500 รวมถึงความพยายามลดกระแสความเกลียดชังมหามิตรอเมริกันของคนไทย
ซึ่งทวีเพิ่มขึ้นทุกวัน จึงได้ตัดสินใจ แก้ปัญหาที่กำลังจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ ด้วยการออกคำสั่งห้าม ไม่ให้ฉายภาพยนตร์เรื่อง The King and I ในเมืองไทย อย่างเด็ดขาด โดยให้เหตุผลสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า สิ่งใดที่จะเกิดความไม่ดีไม่งามแก่ บ้านเมือง และขัดต่อความประสงค์ของประชาชนแล้วสิ่งนั้นก็ไม่
ควรจะกระทำ

|