ft
 

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรบ. ภาพยนตร์ ฉบับปี 2473 ที่ถูกใช้สำหรับการพิจารณาภาพยนตร์มานานกว่า 70 ปี ได้ล้าหลังเกินกว่ายุคสมัยอย่างมาก โดยเฉพาะการให้อำนาจการควบคุมพิจารณาแก่รัฐ ซึ่งในที่นี้ได้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างเบ็ดเสร็จ (อาจด้วยเพราะพรบ. ฉบับนี้เกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475) โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมีสิทธิ์ขาดในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ทุกเรื่องก่อนเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ ตลอดระยะเวลาการใช้ พรบ.ฉบับนี้ มักจะเกิดข้อสงสัยในการตรวจพิจารณาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นเรื่องมาตรฐานที่ลักลั่น คุณสมบัติของคณะกรรมการผู้ตรวจพิจารณา ความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการพิจารณา หรืออำนาจที่รัฐใช้ผ่านการตรวจพิจารณาภาพยนตร์อยู่นี้ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกและรับรู้หรือไม่

 

นอกจากนี้ ประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดก็คือ ประเทศไทยยังคงยึดหลักการพิจารณาแบบระบบเซ็นเซอร์ (Censorship) แทนที่จะใช้ระบบการจัดประเภทภาพยนตร์ (Rating) ตามนานาอารยประเทศ โดยหลายฝ่ายเล็งเห็นว่าระบบการเซ็นเซอร์ส่งผลโดยตรงต่อจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เรื่องที่จะนำเสนอในภาพยนตร์ไทยมีจำกัด และเมื่อสร้างภาพยนตร์เสร็จแล้ว ภาพยนตร์อาจถูกห้ามฉายหรือถูกตัดทอนและ/หรือ ลบทิ้ง ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจภาพยนตร์ รวมทั้งยังส่งผลต่อคุณภาพของภาพยนตร์ และที่สำคัญที่สุด การเซ็นเซอร์เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของทั้งผู้สร้างสารและผู้รับสาร รวมทั้งเป็นการปิดกั้นการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

 

ด้วยเหตุดังนี้ จึงมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงการตรวจพิจารณาภาพยนตร์มาโดยตลอด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มีการจัดสัมมนาโดยภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น กรมประชาสัมพันธ์ และ คณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการเชิญกลุ่มประชาสังคมต่างๆ ภาคธุรกิจ เอกชน นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมการพิจารณา เพื่อร่าง พรบ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ขึ้นมาใช้แทน รวมทั้งการประเมินความเป็นไปได้ที่จะนำระบบการจัดประเภทภาพยนตร์เข้ามาใช้แทน และในที่สุดก็ได้ร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ...

 

แต่กระนั้นก็ตาม เมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และรอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ปรากฏว่ามีการพยายามบิดเบือนร่างพรบ.ฉบับที่นำส่ง ในขณะที่ ร่างฉบับที่นำส่งพยายามให้บทบาทกับภาคประชาสังคมในการควบคุมดูแลกันเอง เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย แต่ร่างพรบ. ฉบับผ่านกฤษฎีกากลับยังคงให้อำนาจกับภาครัฐในการควบคุมการแสดงออกและเสรีภาพของประชาชนเช่นเดิม ปรากฏว่าร่างพรบ. ฉบับนี้ก็ได้รับการสนับสนุนและผลักดันอย่างดีจากกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับผิดชอบหน้าที่การตรวจพิจารณาภาพยนตร์แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

ถึงแม้ว่าทางเครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์จะพยายามคัดค้าน และทำจดหมายยื่นต่อผู้มีอำนาจ เพื่อขอให้มีการทบทวนและแก้ไขร่างพรบ. ฉบับนี้ก่อน เพื่อให้ตรงต่อเจตนารมณ์ของทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะของฝ่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่าง ผู้ผลิต ผู้บริโภค และกลุ่มประชาสังคมอื่นๆ ที่ต้องการรักษาสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและรับรู้ของตัวเอง แต่ด้วยข้ออ้างของการพยายามรักษา ความสงบสุขเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน และป้องกันการกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ หรือ ก่อให้เกิดความเสื่อมทรามในจิตใจของประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอำนาจในการพิจารณากฎหมาย ก็ผลักดันจนร่างพรบ. ฉบับนี้ ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติไปในวันที่ 20 ธันวาคม
พ.ศ.2550 (วันรองสุดท้ายของการทำงานของสภานิติบัญญัติก่อนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ร่วมกับ ร่าง พรบ.อื่น อีกกว่า 40 ฉบับ)

 

ขณะนี้ พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ฉบับใหม่นี้ ได้รับการลงพระราชปรมาภิไธย ในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2551 และมีการประกาศใช้ในพระราชกิจจานุเบกษา ภายใน 90 วัน