
(ฉบับปี 2473)
ขั้นตอนการตรวจพิจารณาภาพยนตร์นั้น ตามประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดีลักษณะที่ 38 บทที่ 2 ได้วางระเบียบในการยื่นคำร้องขอใบอนุญาตฉายภาพยนตร์หรือส่งภาพยนตร์ออกไปนอกราชอาณาจักร ดังนี้
การยื่นคำร้องขอใบอนุญาตฉายภาพยนตร์ เจ้าของภาพยนตร์ไม่ว่าผู้สร้างภาพยนตร์ที่สร้างในราชอาณาจักร หรือ นำเข้าจากต่างประเทศหรือตัวแทน ในกรณีเป็นตัวแทนต้องมีหนังสือมอบอำนาจ ให้กรอกข้อความลงในคำขอร้องฉายภาพยนตร์ ณ สถานที่มหรสพ ตามแบบ ภ.ย. 11 พร้อมด้วยสมุดโฆษณา และเรื่องย่อเป็นภาษาไทยโดยละเอียด ปิดอากรแสตมป์ ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับคำขอร้องของแผนกควบคุมภาพยนตร์ กองกำกับการ 2 กองทะเบียน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน (เยื้องห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว)
การยื่นคำร้องขออนุญาตนำ หรือส่งภาพยนตร์ซึ่งทำในประเทศไทยออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ให้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อสารวัตรแผนกควบคุมภาพยนตร์ตามแบบพิมพ์ ภ.ย. 1 หากภาพยนตร์ที่จะส่งออกนอกราชอาณาจักร เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับอนุญาตให้ฉายแล้ว ให้นำใบอนุญาตเดิมแนบเสนอไปพร้อมคำร้อง
เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับคำร้อง เจ้าหน้าที่ก็จะลงสมุดรับคำร้องบันทึกวัน เดือน ปี และเวลาที่รับคำร้องลงในแบบพิมพ์คำร้อง ภ.ย. 1 และลงชื่อผู้รับ และวัน เดือน ปี กำกับใต้ชื่อเป็นหลักฐานแล้วเสนอสารวัตรแผนกควบคุมภาพยนตร์ดำเนินการต่อไป ถ้าเป็นภาพยนตร์ไทยหรือภาพยนตร์ต่างประเทศ ที่พากย์ภาษาไทย ให้ผู้ยื่นคำร้องขออนุญาตส่งบทพาทย์ภาษาไทยพร้อมกับคำร้องขอตรวจภาพยนตร์ จำนวน 3 ชุด ข้อความตรงกัน โดยผู้ยื่นคำร้องรับรองข้อความนั้นด้วย
เมื่อรับคำร้องแล้ว แผนกควบคุมภาพยนตร์จะนำหนังสือเชิญเจ้าพนักงานผู้พิจารณาภาพยนตร์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ หากภาพยนตร์ที่จะทำการตรวจพิจารณามีเนื้อเรื่อง ภาพการแสดงหรือถ้อยคำจัดอยู่ในประเภทหรือลักษณะที่ต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วม ตรวจพิจารณาแล้ว แผนกควบคุมภาพยนตร์ก็จะทำหนังสือแจ้ง และเชิญให้เข้าร่วมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ตามกำหนดไว้ เมื่อเจ้าพนักงานผู้พิจารณา ภาพยนตร์ หรือ กรรมการสภาพิจารณาภาพยนตร์ครบองค์ประชุมแล้วแต่กรณี เจ้าหน้าที่ก็จะทำการฉายภาพยนตร์ที่ขออนุญาตนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ กรรมการก็จะประชุมพิจารณาเค้าโครงเรื่องก่อน หากไม่ฝ่าฝืนต่อหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ก็พิจารณาภาพการแสดงแต่ละตอนว่าควรตัดตอนใดออกหรือไม่ ตามลำดับ เมื่อเจ้าพนักงานผู้พิจารณาภาพยนตร์ ได้ตรวจพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฉายภาพยนตร์เรื่องที่ขออนุญาตโดยไม่มีการตัดออกบางตอน ผู้ยื่นคำร้อง ขออนุญาตก็จะนำคำร้องพร้อมฟิล์มภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ยื่นชำระค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตของเจ้าพนักงานและหมายเลขลงบนฟิล์มภาพยนตร์ แล้วนำออกฉายได้ตามต้องการ
แต่หากมีกรรมการท่านใดมีประเด็นว่าควรมีการตัดภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ก็จะมีการถกเถียงกันระหว่างคณะกรรมการ แล้วจึงลงมติว่าควรจะทำอย่างไรกับ ฉากนั้น ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เหมาะสมก็จะให้มติขอให้ตัดทอน นอกจากนั้น อาจจะมีมติว่าภาพยนตร์ทั้งเรื่องไม่เหมาะสม ภาพยนตร์เรื่องนั้นก็จะ ไม่ผ่านการพิจารณา หากเจ้าของไม่ยินยอมให้ตัดออกหรือเค้าโครงเรื่องฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะมีคำสั่งห้ามฉายและยึดฟิล์มภาพยนตร์นั้นไว้ เพื่อให้เจ้าของยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อกรรมการตรวจสอบพิจารณาภาพยนตร์ขั้นอุทธรณ์ต่อไป กรรมการขั้นอุทธรณ์จะฉายตรวจและพิจารณาเช่นเดียวกับ เจ้าหน้าที่ขั้นต้น และมีคำสั่งห้ามหรืออนุญาตหรือตัดทอนแล้วแต่กรณี คำสั่งขั้นอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด
การตรวจพิจารณาภาพยนตร์ในปัจจุบัน จะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากหน่วยราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันตรวจพิจารณา ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ มีกรรมการ 5-7 นาย ทำการฉายตรวจภาพยนตร์ที่มีผู้มายื่นคำร้องขออนุญาตทุกวันเวลาราชการ
(ตอนเช้าไม่เกิน 2 เรื่อง และตอนบ่าย ก็อาจจะเรื่องหรือ 2 เรื่อง) โดยแต่ละคณะ จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย จากแผนกควบคุมภาพยนตร์ ทำหน้าที่คล้ายเป็นเลขาธิการของคณะกรรมการชุดนั้นๆ และจะมีผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ ผู้แทนเป็น ประธานคณะ นอกนั้นก็จะเป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งโดยหลักๆ คนที่จะมาเป็นประจำคือ ตัวแทนสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์ ตัวแทนนักวิชาการด้านภาพยนตร์ ผู้แทนสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ผู้แทนจากสำนักปลัดกระทรวงวัฒนธรรม หากเนื้อหาของภาพยนตร์นั้นมีการพาดพิงถึงประธานาธิบดีอเมริกา ก็จะมีผู้แทนจากกรมสารนิเทศเข้ามาด้วย หรือ พาดพิงถึงศาสนาพุทธ ก็จะมีการเชิญตัวแทนจากสำนักพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย หรือ พาดพิงถึงวงการแพทย์ ตัวแทนจากแพทยสภาก็จะได้รับเชิญให้เป็นหนึ่ง ในคณะกรรมการด้วย
|