ft
 

 

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ถือเป็นบุคคลที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างสูง เพราะเขาเหล่านี้จะเป็นเสมือนอภิสิทธิชนที่สามารถควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งประเทศที่จะสื่อสารและรับรู้ข่าวสาร

 

ตลอดระยะเวลาการใช้ พรบ.ภาพยนตร์ ฉบับ 2473 เนื่องจาก ตัว พรบ.ไม่ได้ระบุที่มาของคณะกรรมการตรวจพิจารณาแต่อย่างไร จึงเป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะเลือกคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์แต่ละชุด ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเลือกตัวแทนขององค์กรวิชาชีพที่ภาพยนตร์เรื่องนั้นกล่าวพาดพิงถึง และผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ และสื่อมวลชน นักวิชาการด้านภาพยนตร์จากสถาบันการศึกษา ตัวแทนจากสมาพันธ์ภาพยนตร์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

 

ส่วนพรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ได้ระบุที่มาของคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ไว้ในมาตรา 7 ซึ่งคณะกรรมการชุดใหญ่นี้จะมีหน้าที่ แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ออกกฎระเบียบข้อบังคับในการกำหนดประเภทของภาพยนตร์ (เรตติ้ง) และแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวิดีทัศน์นั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 27 ท่าน โดยแบ่งเป็น

- ข้าราชการประจำและการเมือง 16 ท่าน ที่จะได้เป็นคณะกรรมการเพราะตำแหน่ง เช่น ปลัดปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
- ที่เหลืออีก 11 ท่าน จะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ วีดิทัศน์ และ โทรทัศน์ หรือ การคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เว้นแต่อาจารย์ในสถาบันการศึกษาของรัฐ ด้านละหนึ่งคน และผู้แทนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการภาพยนตร์ หรือ วีดิทัศน์จำนวน 7 คน โดยคณะกรรมการกลุ่มนี้จะได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรี

 

ส่วนมาตรา 16 ซึ่งระบุที่มาของของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซึ่งจะมีหน้าที่ตรวจพิจารณาภาพยนตร์นั้น ก็มีการกำหนดให้มีจำนวนไม่เกิน 7 คน โดยแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ วิดีทัศน์ โทรทัศน์ ศิลปวัฒนธรรม หรือ การคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งต้องแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนไม่เกิน 4 คนและจากภาคเอกชนจำนวนไม่เกิน 3 คน

 

จะเห็นได้ว่าตาม คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ใน พรบ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ฉบับใหม่นี้ แทบไม่มีความแตกต่างจากคณะกรรมการชุดที่แต่งตั้งโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตาม พรบ.ภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 แต่อย่างไร (ส่วนที่อาจแตกต่างมากที่สุดก็คือ กระทรวงวัฒนธรรมกลายเป็นผู้รับผิดชอบงานตรวจพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)

 

มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า เมื่อมีการใช้ พรบ.ฉบับใหม่แล้ว ตัวบุคคลที่จะมาเป็นคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ก็คือตัวบุคคลเดิมที่เคยเป็นคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ใน พรบ.ฉบับเก่านั้นเอง

 

ถึงแม้ว่ามีความพยายามที่จะผลักดันให้มีคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ เป็นองค์กรอิสระไม่ขึ้นต่อภาครัฐ หรือ การพยายามเรียกร้องให้มีตัวแทนกรรมการภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนรวมด้วย และขอให้สัดส่วนคณะกรรมการจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน จำนวนเท่าๆ กัน เพื่อจะก่อให้เกิด ความชอบธรรม ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ อีกทั้งเป็นกลไก ที่เสริมสร้างความเข้าใจ ระหว่างรัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อช่วยกันพัฒนาความคิด และร่วมกันหามาตรฐานการพิจารณาภาพยนตร์ที่ดีต่อไป แต่สุดท้ายขอเรียกร้องเหล่านี้ก็ถูกผู้กุมอำนาจในสังคมมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย