ft
 

 

 

 

กันยายน พ.ศ. 2549
ภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษ ได้เปิดรอบปฐมทัศน์โลกที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้รับเชิญฉายในสายประกวดชิงรางวัลสิงโตทองคำในงานเทศกาลนี้

 

ธันวาคม พ.ศ. 2549
แสงศตวรรษ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2549 โดยนิตยสารภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง
Film Comment และ หนังสือพิมพ์ San Francisco Bay Guardian ประเทศสหรัฐอเมริกา และ นิตยสาร Cinema Scope ประเทศแคนาดา

 

เมษายน พ.ศ. 2550
ทางผู้สร้างตั้งใจจะจัดฉาย แสงศตวรรษ ในประเทศไทย จึงนำแสงศตวรรษ เข้ารับการตรวจพิจารณาจากแผนกควบคุมภาพยนตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งชุดคณะกรรมการตรวจพิจารณา แสงศตวรรษ ประกอบด้วย ผู้แทนจากกรมตำรวจ แพทยสภา สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม นักวิชาการด้านภาพยนตร์ มีมติให้ตัดฉาก 4 ฉาก ออกจากแสงศตวรรษ อันได้แก่ (1) ฉากพระเล่นกีตาร์ (2) พระสองรูปเล่นเครื่องบินบังคับวิทยุ (3) กลุ่มหมอนั่งดื่มสุราในโรงพยาบาล
และ (4) หมอหนุ่มจูบแฟนสาวในโรงพยาบาลแล้วอวัยวะเพศแข็งตัว
อภิชาติพงศ์ตัดสินใจไม่ยอมรับมติ และขอคืนฟิล์มแสงศตวรรษ โดยตัดสินใจยกเลิกแผนการฉายในประเทศไทย แต่ทางแผนก ควบคุมภาพยนตร์ไม่ยอมคืนฟิล์ม โดยอ้างว่า ผู้สร้างอาจมีการแอบลักลอบฉายได้ หรือนำส่งไปฉายในต่างประเทศได้ แล้วจะสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของประเทศชาติได้ จะคืนฟิล์มให้เจ้าของก็ต่อเมื่อมีการตัดฉากที่ไม่เหมาะสมออกไปแล้วเท่านั้น อภิชาติพงศ์ จึงไม่ได้รับฟิล์มคืนจากแผนกควบคุมภาพยนตร์

 

22 เมษายน 2550
กระแสของการเซ็นเซอร์แสงศตวรรษ รวมทั้งการยึดฟิล์มภาพยนตร์ของแผนกควบคุมภาพยนตร์ ก่อให้เกิดคำถามถึงความ ชอบธรรมในการดำรงอยู่ของระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์และคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ จึงนำมาซึ่งการรวมตัวของ ศิลปิน ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ กลุ่ม ชมรม และองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อภิชาติพงศ์ มูลนิธิหนังไทยฯ กลุ่มไทยช้อตฟิล์ม กลุ่มไทยอินดี้ นิตยสารไบโอสโคป ฯลฯ เป็นเครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ และมีการรวบรวมรายชื่อในเว็บ petition กว่า 5,000 รายชื่อ (ปัจจุบัน 8,080 รายชื่อ) และมีการแถลงข่าวต่อสาธารณชนที่โรงภาพยนตร์เฮาส์รามา เมื่อวันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2550

 

29 – 30 พฤษภาคม 2550
เครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์จัดงานสัมมนาโต๊ะกลม จากเซ็นเซอร์สู่เรตติ้ง : ทางออกที่เป็นไปได้ เพื่อต้องการ สะท้อนความคิดเห็นของบุคคลจากหลากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้กำกับภาพยนตร์ ศิลปิน นักวิชาการ คนดูภาพยนตร์ ฝ่ายกฎหมาย และภาครัฐ ในประเด็นที่เกี่ยวกับเซ็นเซอร์ ภาพยนตร์ในฐานะงานศิลปะ อิทธิพลของภาพยนตร์ เสรีภาพของภาพยนตร์ และความเป็นไปได้ที่จะนำระบบเรตติ้งมาใช้แทนการเซ็นเซอร์

 

มิถุนายน 2550
มีการเปิดเผยร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฉบับใหม่สู่สาธารณชน ซึ่งจะถูกนำมาบังคับใช้แทนพรบ.ภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 (ฉบับเก่า) โดยร่างพรบ. ดังกล่าวมีการระบุให้มีการจัดประเภทภาพยนตร์ (เรตติ้ง) แต่ก็ยังให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ตัดหรือแบนภาพยนตร์เรื่องใดๆ ก็ได้ นอกจากนี้ยังโอนอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกระทรวงวัฒนธรรม

 

11 มิถุนายน 2550
ทางเครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ได้ยื่นจดหมายให้กับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพื่อคัดค้าน และยับยั้งร่างพรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.... ก่อนจะเข้าสู่สภานิติบัญญัติ

 

29 มิถุนายน 2550
คณะรัฐมนตรีมีมติรับร่าง พรบ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ.... ก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาโดยสภานิติบัญญัติต่อไป

 

สิงหาคม 2550
เครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ ได้จัดทำและเผยแพร่คลิปที่รวบรวมความคิดเห็นของผู้กำกับ นักแสดง นักเขียน ผู้มีชื่อเสียง เพื่อต่อต้านการเซ็นเซอร์และการแบนภาพยนตร์

 

25 กันยายน 2550
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรมผู้หนึ่งให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Time “Nobody goes to see films by Apichatpong. Thai people want to see comedy. We like a laugh” และยังกล่าวว่าคนดูหนังส่วนใหญ่ไร้การศึกษา (ที่มา http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1670261,00.html )

 

ตุลาคม 2550
อภิชาติพงศ์เขียนบทความภาษาอังกฤษเรื่อง “The Folly and Future of Thai Cinema under Military Dictatorship” ลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันที่ ... (ท่านสามารถอ่านฉบับภาษาไทยได้ที่ “วาระเคลือบแฝงของเผด็จการทางภาพยนตร์” ในเว็บไซต์ http://www.thaifilm.com)

 

17 - 18 พฤศจิกายน 2550
มีการจัดฉายภาพยนตร์ แสงศตวรรษ ฉบับสมบูรณ์ ที่สมาคมฝรั่งเศส โดยฉายด้วยระบบดีวีดี จำนวน 3 รอบ ปรากฏว่ามีผู้เข้าชมเต็มทั้งสามรอบ

 

28 พฤศจิกายน 2550
เครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของภาพยนตร์ รวมตัวกันประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล และยื่นจดหมายให้กับนายวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ ตัวแทนสภานิติบัญญัติ เพื่อคัดค้านและขอให้ช่วยแปรญัตติร่าง พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ....

 

20 ธันวาคม 2550
วันทำงานวันสุดท้ายของสภานิติบัญญัติ ก่อนจะมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยสภานิติบัญญัติมีมติผ่านร่าง พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.... ในที่สุด (พร้อมกับ ร่าง พรบ.อื่นๆ มากกว่า 30 ฉบับ) โดยร่าง พรบ. ดังกล่าว ยังคงมีการ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่พิจารณาตัดและแบนภาพยนตร์

 

ธันวาคม 2550
แสงศตวรรษ ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2550 โดย นิตยสารทั้งไทยและเทศ

 

4 มีนาคม 2551
ร่าง พรบ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ได้รับการลงพระราชปรมาภิไธย และการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา โดยจะมีผลบังคับภายใน 90 วัน

 

11 มีนาคม 2551
อภิชาติพงศ์ตัดสินใจอุทธรณ์คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ซึ่งยังคงยึดฟิล์มภาพยนตร์แสงศตวรรษอยู่
ให้พิจารณา แสงศตวรรษ อีกครั้ง ปรากฏว่าคณะกรรมการยังคงยืนมติให้ตัดฉากทั้ง 4 ฉาก ตามคณะกรรมการชุดแรก และขอให้มีการตัดฉากเพิ่มอีก 2 ฉาก ได้แก่ฉาก พระบรมรูปพระบรมราชชนกกับพระบรมรูปสมเด็จย่า และ พระบรมรูปพระบรมราชชนก ซึ่งคราวนี้อภิชาติพงศ์ยอมตามมติของคณะ กรรมการฯ เพื่อให้ได้ฟิล์มภาพยนตร์เรื่อง แสงศตวรรษ กลับคืน

 

10 เมษายน 2551
ภาพยนตร์แสงศตวรรษ ฉบับ Thailand’s edition เข้าฉายในโรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์ โดยอภิชาติพงศ์ให้เหตุผลในการเข้าฉายครั้งนี้ว่า “ผมอยากกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึง ปัญหาการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์
ในบ้านเรา โดยเฉพาะในช่วงนี้ จะเริ่มมีการนำ พรบ.ภาพยนตร์ ฉบับใหม่ออกมาใช้แล้ว ซึ่งพรบ.ฉบับใหม่นี้ แม้จะมีการ จัดเรตติ้ง แต่ก็ยังให้อำนาจคณะกรรมการฯ ในการสั่งเซ็นเซอร์หรือแบนภาพยนตร์อยู่ดี การที่ผมตัดสินใจใส่ฟิล์มดำ ที่เป็นรอยขูดขีดลงไปในหนังแทนฉากที่ถูกเซ็นเซอร์นั้น ก็เพื่อจะให้คนดูได้รู้สึกถึงความมืดที่มีเส้นสายของการทำลาย พร้อมทั้งความเงียบ ซึ่งแน่นอนว่าปริ๊นท์หนังฉบับนี้จะเป็นปริ๊นท์เดียวในโลก เป็นการบอกว่า ถ้าระบบเซ็นเซอร์ยังอยู่ เราก็ต้องดูหนังกันแบบนี้แหละ ซึ่งผมก็หวังให้เกิดการพูดคุยในสังคมวงกว้างเกี่ยวกับสิทธิ์ของผู้สร้าง
และผู้เสพงานด้วย”

 

 

 

September 2006
Saeng Satawat premieres at the Venice International Film Festival.

 

December 2006
The film is voted the top film of 2006 by Film Comment, a prestigious New York film journal.

 

April 2007
The film is submitted to the Thai censorship board - made up of representatives from the police, the Medical Council, a Buddhist organisation and the Culture Ministry - and they demand four scenes be removed (a monk playing a guitar; two monks playing with a radio-controlled toy; a group of doctors drinking whisky; and a doctor kissing his girlfriend and a shot of the groin area of his trousers.)

Apichatpong Weerasethakul refuses to make the cuts and agrees not to show the film in Thailand, but the police refused to return the film print. The incident is widely reported in Thailand as well as mainstream international media.

 

April 22, 2007
The Free Thai Cinema Movement is jointly formed by Apichatpong, the Thai Film Foundation, Bioscope magazine and a number of artists and media activists. They gather over 5,000 signatures in an online petition to end the practice of censorship and to implement a ratings system.

 

June-December 2007
The Culture Ministry, led by its surveillance unit, tries to push a new Film Act through the National Legislative Assembly (NLA). The new bill contains a ratings system, but retains the right of the state to cut or ban films. The Free Thai Cinema Movement campaigns against the cut-and-ban provisions.

 

September 25, 2007
The op-ed page of the Bangkok Post publishes an essay by Apichatpong titled "The folly and future of Thai cinema under military dictatorship", in which he calls for an end to censorship and respect for freedom of artistic expression.

 

October 2007
A senior officer of the Culture Ministry gives an interview to Time magazine and is quoted as saying: "Nobody goes to see films by Apichatpong. Thai people want to see comedy. We like a laugh".

 

November 17-18, 2007
The Alliance Francaise in Bangkok hosts three screenings of Saeng Satawat (on DVD), free of charge. The three screenings are fully packed.

 

November 28, 2007
A group of internationally renowned Thai filmmakers submit a petition to a member of the NLA at Parliament House to revise the content of the Culture Ministry-approved Film Act.

 

December 20, 2007
The new Film Act is passed by the NLA. It introduces the ratings system but maintains the right to cut and ban films.

 

December 2007
Saeng Satawat is picked as one of the best films of 2007 by a number of Thai and foreign film publications.

 

March 4,2008
The New Film Act is implemented.

 

March 11, 2008
Apichatpong decides to appeal to the censorship board, which is still withholding the film print. They order two more scenes to be cut: the scenes show statues of the Princess Mother and Prince Mahidol Na Songkhla. Apichatpong lets the policemen cut the film (literally) on the spot with scissors, and reclaims the print.

April 10, 2008: The censored version of Saeng Satawat is due for release at Paragon Cineplex. Apichatpong declared his decision to release the censored version “I would like the public to become aware of the problem of censorship and to stimulate a discussion in society. Even though the Film Act of 1930 has been replaced by the new one, passed last December, the new law, which introduced a rating system, still permits censorship and the provision to ban a movie. This is not an improvement to people’s freedom of expression. I will leave black and scratched frames for the entire length of each censored shot. The audiences will be forced to be in the dark, while the scratches signify an agent of destruction. If censorship is still with us, then maybe this is how we should watch the movies.”