
มาตราที่ 26 พรบ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. 2551 ได้แบ่งประเภทของภาพยนตร์ ไว้ 7 ประเภทดังนี้
(1) ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
(2) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
(3) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบสามปีขึ้นไป
(4) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป
(5) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไป
(6) ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีดู
(7) ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร
ภาพยนตร์ประเภทที่ 1 คือ ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดูนั้น เปรียบเสมือนดาบสองคม ในแง่หนึ่งอาจจะเป็นผลดีต่อภาค อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่จะมีเรตติ้งมาเป็นเครื่องมือช่วยในการประชาสัมพันธ์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เรตติ้งนี้อาจจะกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการ กำหนดกรอบความคิดของสังคมได้ และท้ายสุดภาพยนตร์ประเภทนี้สามารถจะกลายเป็นภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda Film) ซึ่งเคยเป็น เครื่องมือของรัฐบาลเผด็จการนาซี ในสมัยฮิตเลอร์ ใช้เพื่อปลุกระดมความคิดชาตินิยมเพื่อขจัดกลุ่มคนที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นชาวยิว คนพิการ และรักร่วมเพศ
นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ภาพยนตร์ที่ปลุกกระแสชาตินิยมอย่าง สุริโยไท ตำนานสมเด็จพระนเรศวร หรือ ก้านกล้วย จะถูกจัดให้เป็น ภาพยนตร์ในประเภทที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่ง หากแนวคิดดังกล่าวนี้บรรลุผลจริงๆ ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเชิดชูชาตินิยม แต่เหยียดหยามเชื้อชาติที่แตกต่าง (ซึ่งในที่นี้คือ ศัตรูในจินตนาการ ตลอดกาลอย่าง ชาติพม่า) ก็จะได้รับการส่งเสริมต่อไปเรื่อยๆ สุดท้าย การกระทำดังกล่าวนี้อาจจะมีส่งผลต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ดังกรณี ที่เกิดขึ้นกับ ประเทศลาว ที่ประท้วงภาพยนตร์เรื่อง หมากเตะ และโครงการสร้างภาพยนตร์เชิดชู ชาตินิยมอย่าง เรื่องท้าวสุรนารี
ดังนั้น หากมีการบังคับใช้ประเภทภาพยนตร์ประเภทนี้จริงๆ อาจจะต้องทบทวนให้รอบคอบและถี่ถ้วนว่าสิ่งที่สังคมไทยจะได้รับนั้นมันคุ้มเสียหรือไม่
นอกจากนี้ ภาพยนตร์ประเภทที่ 7 คือ ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร และมาตราที่ 29 ที่ระบุให้คณะกรรมการพิจารณา ภาพยนตร์และวิดีทัศน์มีอำนาจสั่งให้เจ้าของภาพยนตร์แก้ไขหรือตัดทอนภาพยนตร์ก่อนจะอนุญาต หรือจะไม่อนุญาตก็ได้นั้น ถือเป็นการ สืบทอดระบบเซ็นเซอร์แบบเก่า โดยขัดต่อตรรกะในเรื่องของการเรียนรู้ และเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข่าวสาร ข้ออ้างที่ว่าหากอนุญาต ให้เผยแพร่ภาพยนตร์ทุกเรื่องได้โดยไม่มีการห้ามนั้น จะทำให้มีการสร้างหรือฉายภาพยนตร์โป๊ หรือ ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาล่อแหลมได้นั้น ดูเหมือนว่าผู้อ้างจะลืมไปว่าประเทศไทยมีกฎหมายอาญาควบคุมเรื่องลามกอนาจาร หรือ ความมั่นคงของรัฐอยู่แล้ว ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่า พรบ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ รวมทั้งกระบวนการพิสูจน์ความผิด ต้องผ่านระบบศาล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอำนาจสูงสุด
แห่งรัฐ ที่มีสิทธิควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง และมีความน่าเชื่อถือต่อทุกๆ ฝ่าย
หลายครั้งในการใช้ พรบ.ภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 (ฉบับเก่า) มักเกิดปัญหาข้อโต้แย้งเรื่องของมาตรฐานระหว่างศิลปะหรืออนาจาร หรือ ความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับแนวคิดของปัจเจกชน ซึ่งทำให้หามาตรฐานกลางที่จะได้รับการยอมรับจากทุกๆ ฝ่าย ได้ค่อนข้างยาก ระบบศาลจึงน่าจะเป็นทางออกที่มีความศักดิ์สิทธิ์เพียงพอที่จะช่วยตัดสินประเด็นล่อแหลมดังกล่าว
|