แสงศตวรรษ คือหนังที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน 2 ตัวละครหลักในเรื่องกำเนิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากชีวิตพ่อและแม่ ของผู้สร้างภาพยนตร์ในช่วงเวลาก่อนที่พวกเขาจะเป็นคู่รักกัน ช่วงแรกของหนังเล่าถึงคุณหมอสาว ท่ามกลางฉากหลังซึ่งเป็นพื้นที่คลับคล้ายกับโลกที่ผู้สร้างภาพยนตร์เกิดและเติบโตขึ้น ส่วนในช่วงที่ 2 เล่าถึงคุณหมอชายบนฉากหลังอันเป็นพื้นที่ร่วมสมัย เช่นเดียวกับกับโลกซึ่งผู้สร้างภาพยนตร์กำลังอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

แสงศตวรรษ เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงสิ่งดีๆ ในชีวิต ภาพยนตร์จะให้ความสนใจกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต และเปรียบเทียบความงาม ของสถาปัตยกรรม ทั้งจากอดีต และปัจจุบัน เพื่อที่จะเน้นจินตนาการของผู้ชมถึงสิ่งที่จะ ตามมาในอนาคต ราวกับว่าภาพยนตร์เหมือนกับแก้วเจียรนัยที่สดใส ที่อุทิศให้แก่ผู้ที่ให้ชีวิตแก่ผู้สร้าง

 

T E C H N I C A L  S P E C I F I C A T I O N S
รายละเอียดด้านเทคนิค

ไทย/ ออสเตรีย/ ฝรั่งเศส     35mm   Dolby SRD
ความยาว: 103 นาที              
ขนาดภาพ: 1:1.85
ภาษา: Thai

 

เบื้องหลัง

ปี 2006 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองของวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 250 ปีของโมสาร์ท คีตกวีชาวออสเตรีย กรุงเวียนนาจึงมีการประกาศปี 2006 เป็นปีของโมสาร์ทโดยที่ประเทศออสเตรียได้ติดต่อเชิญศิลปิน แขนงต่างๆ อาทิ ดนตรี การแสดง โอเปร่า วรรณกรรม และภาพยนตร์ เพื่อที่จะสร้างงาน สำหรับการเฉลิมฉลอง อันยิ่งใหญ่นี้โดยเฉพาะ ภายใต้่การดูแลของ ปีเตอร์ เซลลาร์? หนึ่งในศิลปินอันดับหนึ่งของโลก สำหรับสายงานด้านภาพยนตร์ มีผู้กำกับได้คัดเลือก 6 ท่าน เพื่อที่กรุงเวียนนาจะให้ทุนสนับสนุน เพื่อสร้างภาพยนตร์ขนาดยาว 6 เรื่อง โดยอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล จากประเทศไทยเป็นหนึ่่งใน ผู้กำกับที่ได้รับการคัดเลือก ปีเตอร์ เซลลาร์ มุ่งเน้นการนำเสนอไปที่แนวความคิด สร้างสรรรค์ของโมสาร์ท โดยเฉพาะผลงาน 3 ชิ้นสุดท้ายของเขาคือ The Magic Flute, La Clemenza di Tito และ  Requiem โดยที่่ไม่ใช้บทเพลงของโมสาร์ทโดยตรง แต่นำเสนอมุมมองความคิดแทน อภิชาติพงศ์นำเสนอ ภาพยนตร์ที่กล่าวถึงความทรงจำโดยที่มองว่าชีวิตมนุษย์คือความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลก โดยจะเน้นไปที่หัวใจของ The Magic Flute ความเปลี่ยนแปลงของโลก ของการมองไปในอนาคต โดยเขาเลือกที่จะนำเสนอภาพยนตร์ที่เรียบง่าย เกี่ยวกับชีวิตในโรงพยาบาล เพื่อเป็นการอุทิศแด่่พ่อแม่ ผู้ให้กำเนิด โมสาร์ทถ่ายทอดความงามของชีวิตสู่เสียงดนตรี อภิชาติพงศ์พยายามสื่อความงามแบบเดียวกันนั้น สู่แผ่นฟิล์มภาพยนตร์?

 

เรื่องย่อขนาดสั้น

ชีวิตของแพทย์หญิง ณ โรงพยาบาลต่างจังหวัดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีต่อผู้ป่วยและความรัก + ชีวิตของแพทย์ทหารหนุ่ม ณ โรงพยาบาลในเมืองที่ทันสมัย กับผู้ป่วยพิการและคู่รักของเขาที่กำลังจะจากไป

 

เรื่องย่อ

ห้วงความทรงจำที่ 1
ความงามของอาชีพแพทย์ในความทรงจำของแพทย์หญิงที่ทำงานที่โรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ภาพยนตร์เริ่มด้วยชีวิตประจำวันของแพทย์หญิงเตย ที่ต้องสัมภาษณ์นายแพทย์หน่อง แพทย์ทหาร ที่มาฝึกงาน ขณะเดียวกันแพทย์หญิงเตยก็ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อโต๋มาเฝ้าติดตาม ที่โรงพยาบาล เขาเอาของฝากมาให้เธอและพยายามเอาใจเธออย่างเขินอาย ตามประสาคนที่เพิ่งเคยมีความรัก

 

เช้าวันนั้น แพทย์หญิงเตยได้พยายามเลี่ยงโต๋ โดยมาตรวจโรคให้กับพระสูงอายุที่มากับพระผู้ติดตาม ชื่อว่าพระศักดิ์ดา เธอมีความประหลาดใจอย่างมากต่ออาการของหลวงตา ผู้มีอาการเจ็บขาอย่าง ประหลาด ท่านเชื่อว่าเกิดมาจากการต้องชดใช้กรรมที่ท่านได้ทำกับฝูงไก่ที่หมู่บ้าน

 

ในเวลาต่อมาพระหนุ่มศักดิ์ดาได้รับการขูดหินปูนที่แผนกทันตกรรมโดยทันตแพทย์ชื่อเปิ้ล บรรยากาศ เป็นไปอย่างปลอดโปร่ง ทั้งสองคุยกันราวกับว่ารู้จักกันมานาน เปิ้ลได้กล่่าวว่านอกจากเขาจะเป็น ทันตแพทย์แล้วเขายังเป็นนักร้องมืออาชีพอีกด้วย และเขาก็ร้องเพลงให้พระศักดิ์ดาฟังอย่างไพเราะ

 

ตอนสายในวันเดียวกันนั้น โต๋ได้สะกดรอยตามแพทย์หญิงเตยและได้สารภาพรักกับเธอ เขาขอหมั้นกับเธออย่างตรงไปตรงมา เธอได้บอกกับเขาว่าเธอกำลังดูใจกับชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ ชื่อหนุ่ม เป็นเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้ที่มาออกงานเกษตรแฟร์เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา

 

แพทย์หญิงเตยเล่าเรื่องการไปเยี่ยมฟาร์มกล้วยไม้ของหนุ่ม.ที่ต่างจังหวัดให้โต๋ฟัง เธอได้ไปทานข้าว กลางวันกับเขาที่ริมเขื่อน พร้อมกับพนักงานที่ฟาร์มของเขาชื่อเจนจิรา หญิงวัยกลางคน ที่มีรอยยิ้มที่พิศวง เธอสนิทกับเจนจิราอย่างรวดเร็วและได้คุยเรื่องชีวิตกันอย่างสบายๆ ที่ฟาร์ม กล้วยไม้แห่งนั้น เจนจิราเล่าเรื่องปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นที่ฟาร์มในวันที่เกิดสุริยุปราคา เบื้องบน แสงอาทิตย์ค่อยๆ ถูกบดบังด้วยเงาเสี้ยววงกลม และแพทย์หญิงเตยสารภาพความรักที่มีต่อหนุ่มให้เจนจิราฟัง

 

ห้วงความทรงจำที่ 2
มีการย้อนการแสดงของเรื่องราวจากห้วงความทรงจำที่ผ่านมา โดยมีการแสดง ณ สถานที่ใหม่ คือโรงพยาบาลในเมือง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่โตและเต็มไปด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย ภาพยนตร์เริ่มด้วยการสัมภาษณ์แพทย์ทหารที่มาฝึกงาน คือนายแพทย์หน่อง? ขณะเดียวกันแพทย์หญิง เตยก็ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อโต๋มาเฝ้าติดตามเธอที่โรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย เช้าวันนั้น เธอได้พบกับหลวงตาและพระศักดิ์ดาอีกเช่นเคย เหมือนกับเป็นความทรงจำที่ย้อนอดีต หรือราวกับภาพยนตร์ที่ถูกเล่นซ้ำ พระศักดิ์ดาได้รับการขูดหินปูนโดยทันตแพทย์เปิ้ลอีกครั้ง

 

ขณะเดียวกัน โต๋ได้เอาผ้าไหมมาให้แพทย์หญิงเตย เธอได้ขอบคุณเขาอย่างสุภาพ แต่เธอไม่รู้จะ บอกเขาอย่างไรดีว่าเธอ ไม่ได้ชอบพอกับเขา สุดท้าย เธอตัดสินใจหนีจากโรงพยาบาล

 

อีกมุมหนึ่งของโรงพยาบาล นายแพทย์หน่องได้เรียนรู้โรงพยาบาลใหม่ เราติดตามการทำงานของเขา และความงามของสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย มีการแข่งกีฬาสีที่โรงพยาบาล ดังนั้นเขาจึงมักพบเห็นนักกีฬาที่ใส่เสื้อหลาก สีเดินไปมา นายแพทย์หน่องตัดสินใจไปเยี่ยมเพื่อนที่แผนกกายภาพบำบัด ทั้งคู่ได้คุยกับพยาบาลหญิงและคนไข้ที่มา รักษาอย่างน่าสนใจ เพื่อนของนายแพทย์หน่อง นำเขาไปชั้นใต้ดินซึ่งเป็นห้องผลิตอุปกรณ์ขาเทียม ซึ่งเป็นแผนกที่งานสถาปัตยกรรมที่ลึกลับและงดงาม เต็มไปด้วยคนพิการ

 

นายแพทย์หน่องได้พบกับแพทย์หญิงวัยใกล้เกษียณที่แอบมาทานเหล้าในห้องใต้ดิน ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็พยายามรักษาเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งมีปัญหาทางสมอง เรื่องราวดำเนินไปอย่างมีอารมณ์ขันและลึกลับ ในเวลาเดียวกัน จนกระทั่งช่วงเย็น คู่รักของนายแพทย์หน่องชื่อจอยได้มาหาที่โรงพยาบาล ทั้งคู่จูบกันอย่างดูดดื่มและคุยกันเบาๆ ถึงเรื่องอนาคตที่ริมหน้าต่าง เธอกำลังจะจากเขาไปทำงานที่อื่น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังจะจบลง แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงมันตรงๆ ภายนอก ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า สาดส่งแสงสีส้มทองทั่วโรงพยาบาล ผู้คนกำลังออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ  แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า คู่รักที่พยายามจะรักษาความทรงจำที่ดีๆ เอาไว้ตลอดกาล

 

 

PRE-PRODUCTION STATEMENT
แถลงการณ์ก่อนถ่ายทำ

ตอนยังเด็ก ผมอาศัยอยู่ในละแวกโรงพยาบาลนานถึง 12 ปี พ่อแม่ของผมที่เป็นหมอเลี้ยงพวกเราพี่น้องในบ้านพัก ของโรงพยาบาลเล็กๆ ที่ทั้งคู่ทำงาน แม่ชอบพาผมไปที่ทำงาน ซึ่งเป็นห้องทึมๆ ที่หันหน้าไปทางแผนกคนไข้เด็ก แล้วห้องนี้ก็กลายมาเป็นสนามเด็กเล่นของผม มันเป็นสถานีที่ผมจะใช้จ้องมองผู้คน ใกล้ๆ กันคือบึงน้ำที่คนไข้กับญาติๆ ที่ตามมาเฝ้าไข้จะพากันให้อาหารปลา และถ้ามองผ่านทางหน้าต่างห้องออกไปก็จะเห็นคนนั่งท่ามกลางแสงแดด กินข้าวและนอนหลับกันอยู่ตามทางเดินระหว่างตึก... เมื่อนึกย้อนกลับไป ผมรู้สึกเหมือนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเชื่องช้า ราวภาพสโลว์โมชั่น

ไม่นานมานี้ผมกลับไปที่โรงพยาบาล แล้วก็พบว่าตัวเองหลงทาง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด พื้นที่ที่ผมคุ้นเคยหายไปเสียแล้ว ในฐานะคนทำหนัง ผมเคยรู้สึกตื่นเต้นกับพื้นที่ของเมืองเล็กๆ และภูมิทัศน์ของมัน แต่ผมไม่เคยนึกถึงจริงจังเกี่ยวกับที่ซึ่งครอบครัวผมเคยอยู่มาก่อน ตอนนี้บ้านเกิดของผมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มันกลายเป็นเหมือนกรุงเทพฯ มากขึ้นเรื่อยๆ และความทรงจำของผมที่มีต่อพื้นที่ที่หายไปก็ยิ่งเลือนลาง ขณะที่กระแสโลกาภิวัฒน์กำลังซัดกระทบวิถีชีวิตและวิธีการทำหนัง ความปรารถนาของผมในการทำสิ่งรำลึก ถึงเรื่องส่วนตัวอย่างแท้จริงก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

‘แสงศตวรรษ’ สร้างขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล ‘นิว คราวน์ โฮป’ อันเป็นโครงการเพื่อสำรวจการจดจำของคน ว่าความสุขนั้นสามารถถูกจุดประกายขึ้นได้จากสิ่งเล็กน้อยที่ดูไม่สลักสำคัญ หนังเรื่องนี้คือการทดลองสร้างชีวิต ของพ่อและแม่ในช่วงเวลาก่อนที่ผมจะเกิด รวมถึงชีวิตของผู้คนที่กระทบใจผมในปัจจุบันด้วย มันจะเป็นการตีความถึงวิถีชีวิตอันลางเลือนในความรู้สึก เป็นการตีความสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ผมหลงใหลมาตลอด และเป็นการตีความชีวิตของผู้คนร่วมสมัยที่อยู่รายรอบตัวผม เวลาได้ถูกทลายลงเพื่อจำลองรูปแบบของการจดจำ และเพื่อแถลงความเชื่อของผมในเรื่องการกลับชาติมาเกิด เราต่างเกิดใหม่อยู่ตลอด สร้างบาปกรรม และเรียนรู้จากชีวิตที่ใช้มาต่อเนื่อง เพื่อจะพบกับความสุขจริงแท้สักวันหนึ่งในท้ายที่สุด

 

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (เขียนขึ้นปี 2005 ก่อนการถ่ายทำ)

 
ประวัติทีมงาน

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
(กำกับ/เขียนบท/อำนวยการสร้าง)

อภิชาติพงศ์เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2513 จากนั้นจึงไปโตในขอนแก่น พ่อและแม่ของเขาเป็นหมอทั้งคู่ เขาจบปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และรับปริญญาโทศิลปกรรมศาสตร์ด้านภาพยนตร์จาก School of the Art Institute of Chicago อภิชาติพงศ์เริ่มทำหนังสั้นตั้งแต่ปี 2537 เขาทำหนังยาวเรื่องแรกในปี 2543 ระหว่างนั้นยังจัดนิทรรศการศิลปะในอีกหลายประเทศมาตั้งแต่ปี 2541 และหลังจากเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ คิก เดอะ แมชชีน ในปี 2542 อภิชาติพงศ์ก็ทำหนังอิสระและหนังทดลองมาโดยตลอด  

หนังยาวและอีกหลายโปรเจ็คต์งานศิลปะของอภิชาติพงศ์สร้างชื่อให้เขาเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และยัง
กวาดรางวัลให้เขาจากหลายเทศกาล รวมถึงเทศกาลเมืองคานส์ที่เขาได้รับรางวัลถึง 2 ครั้ง ในปี 2548 เขาได้รับรางวัลศิลปินร่วมสมัยดีเด่น ‘ศิลปาธร’ ในสาขาภาพยนตร์ จากกระทรวงวัฒนธรรม

ล่าสุดอภิชาติพงศ์ออกแสดงงานศิลปะจัดวางที่เทศกาล Curtas ใน Vila do Conde ประเทศโปรตุเกส และเมืองลิเวอร์พูล ทำภาพยนตร์ขนาดสั้นให้บริษัท Dior นอกจากนี้เขายังกำลังเตรียมตัวสร้างหนังยาวเรื่องต่อไป ซึ่งเป็นโปรเจ็คต์หนังไซ-ไฟ

ภาพยนตร์เรื่องยาว

2000:      ดอกฟ้าในมือมาร (Mysterious Object at Noon)
2002:      สุดเสน่หา (Blissfully Yours)
2003:      หัวใจทรนง (The Adventure of Iron Pussy)  ร่วมกำกับกับไมเคิล เชาวนาศัย
2004:      สัตว์ประหลาด! (Tropical Malady)
2006:      แสงศตวรรษ (Syndromes and a Century)

ภาพยนตร์สั้นและศิลปะจัดวาง

1994:      Kitchen and Bedroom
1995:      Like the Relentless Fury of the Pounding Waves
1997:      thirdworld
1998:      The Lungara Eating Jell-O
1999:      Malee and the Boy
2000:      Boys at Noon
2001:      Haunted Houses
            Haunted Houses: Swan’s Blood (collaboration with Masahito Araki)
2002:      Second Love in Hong Kong (collaboration with Christelle Lheureux)
                  Golden Ship
2003:      This and a Million More Lights
2004:      Is It Possible that Only Your Heart is Not Enough to Find You a True Love?
2005:      Worldly Desires
            Ghost of Asia (collaboration with Christelle Lheureux)
2006:      Waterfall
            เหนือเมฆ (FAITH)
            Luminous People

สยมภู มุกดีพร้อม (ผู้กำกับภาพ)
สยุมภูเกิดเมื่อปี 2513 เขาเรียนจบสาขาภาพยนตร์และภาพถ่าย จากคณะนิเทศศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังเรื่องแรกที่สยุมภูมีโอกาสรับหน้าที่กำกับภาพคือ ‘สุดเสน่หา’ จากนั้น
เขาทำงานฟรีแลนซ์เป็นผู้กำกับภาพให้หนังยาวและหนังโฆษณา ผลงานหนังที่เขาเคยร่วมงาน ได้แก่ ‘สยิว’ และ
‘เฉิ่ม’ ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี (เรื่องแรกกำกับร่วมกับ เกียรติ ศงสนันทน์) รวมถึงหนังของ ยงยุทธ ทองกองทุน
อย่าง ‘สตรีเหล็ก 1’ ‘สตรีเหล็ก 2’ และ ‘แจ๋ว’

ลี ชาตะเมธีกุล (ตัดต่อ/โพสต์โปรดักชั่น ซูเปอร์ไวเซอร์)
หลังจากเรียนที่อเมริกา ลีกลับเมืองไทยในปี 2544 เพื่อร่วมงานกับอภิชาติพงศ์ใน ‘สุดเสน่หา’
จากนั้นเขาตัดต่อหนังเรื่องแรกให้อีกหลายผู้กำกับ และเติบโตขึ้นเคียงข้างผู้กำกับหนังอิสระรุ่นใหม่
ของไทย การสำรวจศิลปะแห่งการเรียงร้อยเรื่องเล่าหลากชั้นคือความหลงใหลของเขาตลอด 5 ปีที่ผ่าน
มา ในปี 2546 เขาตั้ง Houdini Studio บริษัทโพสต์โปรดักชั่นของตัวเอง เพื่อให้บริการงานตัดต่อ
และการออกแบบเสียงแก่แวดวงหนังอิสระของไทย นอกจากตัดต่อและเป็นที่ปรึกษางานด้านโพสต์
โปรดักชั่นให้หนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์แล้ว ลียังร่วมงานในหนังอย่าง ‘สยิว’ ของ
คงเดช จาตุรันต์รัศมี และเกียรติ ศงสนันทน์, ‘คืนไร้เงา’ ของ พิมพกา โตวิระ, ‘ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ’
ของ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ และ บรรจง ปิสัญธนะกูล, Shanghai Dreams (2005) ของ Wang Xiaoshuai และ
Graceland หนังสั้นรางวัลคานส์ของ อโนชา สุวิชากรณ์พงศ์ ล่าสุดเขาคว้ารางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมจาก ภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษจากงาน Asian Films Awards ประเทศฮ่องกง

อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร (บันทึกเสียง)
อัคริศเฉลิมเกิดในกรุงเทพ เขาจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตั้งใจว่าจะทำงานด้านการเมือง แต่ความสนใจอย่างรุนแรงในการทำหนังก็ทำให้อัคริศเฉลิมเบนสายไปเรียน ทำหนังในอเมริกา หลังเรียนจบในปี 2543 เขาได้ร่วมทำหนังอยู่ในกลุ่มใต้ดินของย่านเบย์เอเรียในซานฟรานซิสโก เมื่อกลับเมืองไทยเขาสอนที่ School of Audio Engineering (SAE) และร่วมงานกับอภิชาติพงศ์เป็นครั้งแรกใน ‘สัตว์ประหลาด’ ผลงานล่าสุดของเขาได้แก่ The Elephant King ของ เซ็ธ กรอสส์แมน, Graceland ของ อโนชา สุวิชากรพงศ์, ‘คำพิพากษาของมหาสมุทร’ ของ เป็นเอก รัตนเรือง และ 3 Needles ของ ธอม ฟิตซ์เจอรัลด์

พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ (โค-โปรดิวเซอร์)
พันธุ์ธัมม์เรียนภาพยนตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นจึงได้ทุนจาก Asian Cultural Council ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย UCLA เขาเข้าทำงานที่แกรมมี่เมื่อปี 2529 โดยช่วยตั้งแผนกภาพยนตร์ครั้งแรกให้แกรมมี่ในปี 2538 และทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ, ไลน์โปรดิวเซอร์ และโปรดิวเซอร์ให้หนังหลายเรื่อง ปี 2547เขากำกับ ‘ไอ้ฟัก’ เป็นหนังเรื่องแรก และในปีเดียวกันก็ตั้งบริษัทของตัวเองอย่าง ที่ฟ้า ซึ่งร่วมอำนวยการสร้าง ‘สัตว์ประหลาด’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ชาร์ลส์ เดอ โมซ์ (โค-โปรดิวเซอร์)
ชาร์ลส์ เดอ โมซ์ ก่อตั้ง แอนนา แซนเดอร์ส ฟิล์มส์ ขึ้นในปี 2541 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นกลไกผลิตสำคัญ สำหรับโปรเจ็คต์หนังที่จะช่วยสร้างให้เกิดภูมิทัศน์ใหม่ทางภาพยนตร์ ชาร์ลส์ เดอ โมซ์ มีผลงานกำกับหนังยาวอย่าง Le pont du trieur ร่วมกับ ธิบอลต์ เดอ มองตาลองแบร์ต และ Shimkent Hotel ร่วมกับ เมลวิล ปูโปด์ และ โรแมง ดูริส โปรเจ็คต์ต่อไปของเขาคือ Stretch จะถ่ายทำในมาเก๊าและอำนวยการสร้างโดย MK2 ผลงานอื่นของเขายังได้แก่การโปรดิวซ์ และโค-โปรดิวซ์ ‘สุดเสน่หา’ และ ‘สัตว์ประหลาด’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

C A S T

นักแสดง

นันทรัตน์ สวัสดิกุล (หมอเตย)
เกิดที่กรุงเทพฯ ปี 2520 จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จากนั้นเรียนต่อปริญญาโทศึกษาศาสตร์ ด้านการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา ขณะเรียนเธอทำงานเป็นคนเก็บค่าทางด่วนให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แล้วทำงานต่อที่นั่นหลังจากนั้น ตอนนี้เธออาศัยกับแม่และยาย เลี้ยงหมา 1 ตัวและแมวอีก 2 โดยหวังว่าจะมีโอกาส ทำหนังสั้นของตัวเองสักวันหนึ่ง

 

จารุชัย เอี่ยมอร่าม (หมอหน่อง)
เกิดที่ขอนแก่นปี 2516 จบปริญญาตรีศึกษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น จากนั้นทำงานเป็นเว็บไซต์โปรแกรมเมอร์ และเป็นเว็บมาสเตอร์ให้เว็บ Sanook อยู่ 5 ปี ก่อนจะกลายเป็นผู้ช่วยรองประธานบริษัทที่ M-Web ตอนนี้เขารับงานเป็น ฟรีแลนซ์ และอาศัยอยู่กับลูกชาย

 

โสภณ ภู่กนก (หนุ่ม นักเพาะกล้วยไม้)
เกิดที่เพชรบุรีปี 2513 จากนั้นเมื่ออายุ 10 ปีก็ย้ายมากรุงเทพฯ เขาเรียนการตลาดและทำงานเป็นเอเย่นต์ให้บริษัทรถยนต์ โตโยต้า และ เมอร์ซีเดส เบนซ์ นอกจากนี้ยังทำตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายขายให้ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตและบริษัทอสังหาริมทรัพย์ แต่เพราะสนใจเรื่องการทำผมจึงหาโอกาสฝึกทักษะในเวลาว่าง จนมีโอกาสเปิดร้านทำผมของตัวเอง และอยู่ในแวดวง ทำผมมานานกว่า 12 ปี

 

อาคเนย์ เชื้อขำ (เปิ้ล หมอฟัน)
เกิดในกาฬสินธุ์ปี 2518 โตในกรุงเทพฯ และเรียนบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยเอแบค หลังเรียนจบเขาทำงานเป็น ก็อปปี้ไรเตอร์และเว็บดีไซเนอร์ จากนั้นโดยการแนะนำของเพื่อน เขาทำงานเป็นเออีที่บริษัทอัญมณี ตอนนี้เปิดร้านอัญมณีของตัวเองที่สวนจตุจักร ล็อก 3 ซอย 45

 

ศักดิ์ดา แก้วบัวดี (พระศักดา)
เกิดที่กาญจนบุรีปี 2521 ศักดิ์ดามากรุงเทพฯ หลังเรียนจบมัธยมเขา เขาทำงานหลากหลาย ตั้งแต่เป็นพนักงานขายเคเอฟซีไปจนถึงพนักงานเซเว่นอีเลฟเว่น 4 ปีต่อมาเขาใช้เวลาฝึก 1 ปีในค่ายทหาร และที่เหลือใช้มันไปกับการบวชเรียนในปทุมธานี จากนั้นเขากลับเข้ากรุงเทพฯ ทำงานในบริษัทการสื่อสาร ตอนนั้นเองที่เขาพบกับอภิชาติพงศ์ ซึ่งเลือกให้เขารับบทหนุ่มบ้านนอกใน ‘สัตว์ประหลาด’ หลังจากนั้นเขาก็ปรากฏตัวในหนังสั้นอีกหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์

 

นุติ์ นิ่มสมบุญ (โต๋)
เกิดในกรุงเทพฯ ปี 2518 เรียนสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยรังสิต จากนั้นได้ใบประกาศนียบัตรด้านเดียวกันจากวิทยาลัย St Martin’s College of Art and Design ลอนดอน เมื่อกลับเมืองไทยเขาตั้งบริษัทกราฟฟิกดีไซน์ของตัวเองชื่อ Slowmotion โดยมีลูกค้าอย่าง TCDC และเขายังออกแบบหน้าปกซีดีให้หลายศิลปิน รวมถึงโปสเตอร์และสื่อประชาสัมพันธ์ให้หนัง ‘คำพิพากษาของมหาสมุทร’ ของ เป็นเอก รัตนเรือง ล่าสุดเขาออกแบบโปสเตอร์ให้ ‘แสงศตวรรษ’


R E V I E W S
บทวิจารณ์

 

ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดอันดับหนึ่ง ของปี 2549

 

บทวิจารณ์ขนาดสั้น

The film casts a witchy kind of spell…

คุณจะถูกตรึงด้วยมนต์สะกดจากภาพยนตร์เรื่องนี้ี…
-นิตยสาร วาไรตี้

"Syndromes" is probably the most complex and bewildering of this season's dances with memory.

“แสงศตวรรษ” เป็นภาพยนตร์ลึกลับแห่งความทรงจำที่ซับซ้อนที่สุดของช่วงฤดูนี้

Apichatpong is one of the most fascinating young filmmakers working today.
-Manohla Dargis, The New York Times

อภิชาติพงศ์เป็นหนึ่งผู้กำกับรุ่นใหม่ที่น่าสนใจที่สุดในขณะนี้
- หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค ไทม์

“[Apichatpong] has created a masterpiece — I get misty just thinking of the mysterious shot at its very center.”
                  -Johnny Ray Huston, San Francisco Bay Guardian

อภิชาติพงศ์ได้สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซ แค่ย้อนคิดถึงหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ผมน้ำตาคลอทีเดียว
-หนังสือพิมพ์ ซาน ฟรานซิสโก เบย์ การ์เดียน

“Syndromes and a Century, far and away the best film I saw in 2006…”
                  -Nathan Lee, Village Voice, NY, USA

“แสงศตวรรษ” เป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ผมได้ชมในปี 2549
- หนังสือพิมพ์ วิลเลจวอยซ์


บทวิจารณ์ขนาดกลาง

“ไม่มีหนังเรื่องไหนจะสร้างความรู้สึกกระชุ่มกระชวยได้ดีไปกว่า ‘แสงศตวรรษ’ ในช่วงครึ่งแรกหนังเปี่ยมล้นด้วยเสียงธรรมชาติและแสงซึ่งลอดเงาไม้ลงมาทาบทับคลินิคในชนบท: นี่คือการปิกนิกช่วงซัมเมอร์ที่ดึงดูดความสนใจ”
- หนังสือพิมพ์ มินเนอาโพลิส/เซนต์ พอล ซิตี้ เพจเจส

“แม้จะเป็นความบันเทิงน่าประหลาดใจที่ได้รับการยกย่องจากผู้ชื่นชอบหนังซึ่งลึกลับและเต็มไปด้วยอารมณ์เช่นเดียวกับหนังเมื่อปีที่แล้วอย่าง ‘สัตว์ประหลาด’ แต่ ‘แสงศตวรรษ’ ก็ต่างออกไป เพราะมันคือความสุขสันต์แห่งการทำหนังล้วนๆ หนังได้เค้าแรงบันดาลใจ มาจากความทรงจำขณะที่พ่อกับแม่ของอภิชาติพงศ์ทำงานในโรงพยาบาลเมื่อครั้งหนุ่มสาว ‘แสงศตวรรษ’ เป็นการรวมเรื่องราวทีเล่นทีจริงเล็กๆ น้อยๆ เข้าด้วยกันอย่างหลวมๆ ถ่ายทำผ่านมุมมองพิสดารในรูปนามธรรมของชีวิตประจำวัน โดบในหนังมีทั้งทันตแพทย์ผู้ชอบร้องเพลง, พระที่ฝันอยากเป็น ดีเจ และห้องลึกลับซึ่งอวลไปด้วยควันและขาเทียมที่ยังไม่สมบูรณ์ ขณะที่ธีมซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่ตลอด (และหนึ่งในธีมนั้นก็ได้แก่ ‘การปรากฏซ้ำ’) ไม่ได้ยากเย็นนักในการทำความเข้าใจ แต่หนังทั้งเรื่องจะเรียกร้องให้คุณต้องดูมันในครั้งต่อๆ ไปอีก เพื่อให้ความลับทั้งหมดเผยตัวออกมา ทว่าไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรอก คุณก็จะสนุกกับมันได้แน่นอน” 
- หนังสือพิมพ์ ฟิลาเดลเฟีย ซิตี้ เปเปอร์

“การทำหนังสุดโลดโผนทั้งหมดดูเหมือนจะมาจากเอเชีย ที่น่าจับตาที่สุดได้แก่ ‘แสงศตวรรษ’ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ I Don’t Want to Sleep Alone ของ ไฉ้หมิงเลี่ยง ซึ่งทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล นิว คราวน์ โฮป เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบวันแห่งโมซาร์ต”
- นิตยสาร ไทม์ เอาต์ ลอนดอน

“นี่ช่างเป็นหนังที่นุ่มนวลและละเอียดอ่อน – เนื้อเรื่องอิงมาจากความทรงจำของพ่อและแม่ของเจ้ยขณะที่พวกเขาเริ่มคบกัน – ช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันรู้สึกว่ามันลื่นไหลผ่านมือไปราวกับน้ำ แต่พอหนึ่งวันเต็มผ่านไปหลังจากดูหนัง ฉันกลับพบว่ามันเต็มไปด้วยเรื่องเล่าซับซ้อนหลากหลาย – มีทั้งทันตแพทย์นักร้องที่กำลังทำความรู้จักกับพระหนุ่ม และคุณหมอสาวสวยที่กันตัวเองออกห่างความรักในระยะหลายนิ้ว – เรื่องราวเหล่านี้ยังคงก่อรูปขึ้นใหม่ในหัวของฉัน ‘แสงศตวรรษ’ ทั้งล่อลวงและชวนสับสน แต่ฉันก็หวังว่าจะได้ชมมันอีกครั้งในเร็ววัน: และเมื่อถึงเวลานั้น ฉันคาดว่าตัวเองคงจะเข้าใจมันน้อยลง ขณะเดียวกันก็จะรักมันยิ่งขึ้นไปอีก และนี่แหละคือความแตกต่างระหว่างหนังที่ลึกลับในแก่นแท้กับหนังที่ใช้ความลึกลับเป็นเพียง เล่ห์ทางการตลาดเท่านั้น”
- เว็บไซต์ Salon.com (สเตฟานี่ ซาชาเร็ค)

“คะแนนที่ทั้งแปลกประหลาดและยอดเยี่ยมคงจะตกเป็นของผู้กำกับคัลต์ชาวไทย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ‘แสงศตวรรษ’ หนังเรื่องใหม่ของเขาคือเรื่องราวความรักขี้อายในโรงพยาบาลต่างจังหวัดของไทย, หรือว่ามันจะไม่ใช่อย่างนั้นนะ?”
- หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน ยูเค (ปีเตอร์ แบรดชอว์)

4 ดาว – “ผู้กำกับไทยผู้เคยมีงานชวนทึ่งอย่าง ‘สุดเสน่หา’ และ ‘สัตว์ประหลาด’ กลับมาพร้อมกับหนังซึ่งชวนฉงนที่สุดขณะเดียวกันก็น่าจะเรียกได้ว่าน่าพอใจที่สุดของเขา... หนังมีพระกับเพลงและกล้วยไม้กับขาเทียม – ทั้งหมดคือมนต์เสน่ห์ ความสวยงาม และความพิลึกที่พิเรนทร์มากเลยทีเดียว”
- หนังสือพิมพ์ อาย วีคลี่ (เจสัน แอนเดอร์สัน)

“ม้ากระดกนี้กำลังอยู่บนยอดสุดของความเป็นนามธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนเล่นที่อยู่เหนือกว่าชื่นชอบการกุมเทคยาวๆ ที่จัดวางด้วยองค์ประกอบสุดสวย ภาพของภูมิทัศน์ ทางเดินเชื่อมระหว่างตึก และอนุสาวรีย์ที่ถูกอาบบังด้วยเงาแดด เหล่านี้เป็นดั่งมนต์สะกดที่มาพร้อมกับจังหวะลึกดั่งลมหายใจผ่อนเข้า และอาการป่วยไข้ระบุโรคไม่ได้ที่ไหลราวสายน้ำ”
- นิตยสาร วาไรตี้ (เลสลี่ เฟลเพอริน)

 “นี่คือความฝัน? หรือว่าเราได้ย้อนเวลากลับสู่อดีต? คุณจะไม่พบคำตอบใน ‘แสงศตวรรษ’ เหมือนที่คุณจะไม่พบคำตอบอะไรใน Mulholland Drive ของ เดวิด ลินช์ นั่นแหละ แต่สำหรับคนที่สามารถปลดปล่อยตัวเองออกจากคุกแห่งการเล่าเรื่องได้ -ซึ่งเป็นสิ่งชัดเจนว่าอภิชาติพงศ์อยากให้เราทำเหลือเกิน- ก็จะพบกับการวิเคราะห์ถึงเวลาและการเปลี่ยนแปลงรูป -- ที่ทั้งขี้เล่น ตลก และก็ซาบซึ้ง”
- หนังสือพิมพ์ แอลเอ วีคลี่

 

ภาพบรรยากาศรอบสื่อมวลชน และเพื่อนฝูงที่เคารพ คืนวันพุธที่ 28 มีนาคม 2550 GRAND EGV SIAM DISCOVERY CENTER

ทีมงาน KICK THE MACHINE ขอขอบคุณทุกท่านอย่างสุดซึ้ง

และขอขอบคุณนิตยสาร BIOSCOPE ที่ช่วยให้งานนี้เกิดขึ้นได้

press

Press01

Press02

Press03